วันศุกร์

posted on 12 Oct 2008 00:20 by armncis

เขียนเรื่องวันศุกร์ แต่ผมเขียนเรื่องนี้ในวันเสาร์ ตั้งแต่เด็กๆแล้ว วันนี้จะเป็นวันที่ผมรอคอยมาทุกอาทิตย์ เนื่องจากพรุ่งนี้เป็นวันเสาร์ เป็นวันหยุด หลายๆคนโดยเฉพาะนักเรียน จะคอลอย เฮ้ย ลอยคอ เฮ้ย รอคอย เฮ้ย ถูกแล้ว (ขออภัยกับมุกที่แสนเชย)ยิ่งได้หยุดติดกันสามสี่วัน จะดี๊ด๊าเป็นพิเศษ ใครไม่ชอบมั่งละครับ ได้มีโอกาสนอนตื่นสาย แต่ไม่สายหรอก ต้องตื่นมาดูการ์ตูน แล้วจะตื่นเช้าโดยไม่มีอิดออด ผิดกับวันธรรมดาที่จะต้องตื่นนอนไปโรงเรียน จะโอ้เอ้ บิดไปบิดมา ทำหน้าหมาเมื่อย เวลาถูกปลุก ไม่มีที่ตื่นมาด้วยความแจ่มใส เมื่อถึงวันศุกร์เมื่อไร มันเหมือนเป็นสัณญาณว่า เราจะได้หยุดแล้ว จึงทำให้ผมมีความรู้สึกดีๆกับวันศุกร์เป็นพิเศษ อาจเป็นเพราะสาเหตุนี้ด้วย ผมเป็นคนที่ถูกพ่อแม่ส่งไปอยู่โรงเรียนประจำตั้งแต่เด็กๆ ตอนนั้นประมาณ ป.2 ด้วยความที่คิดถึงพ่อแม่ และบ้าน ทำให้ผมตั้งตารอคอยว่า เสาร์อาทิตย์นี้พ่อกับแม่จะมาเยี่ยมมั้ยหนอ ถ้าโชคดี ก็จะได้กลับบ้าน เป็นความหวัง และสิ่งที่ผมรอคอยมาตลอดเวลาที่อยู่หอ คนที่อยู่หอ จะเข้าใจความรู้สึกนี้ดี ยิ่งสมัยก่อนไม่มีโทรศัพท์มือถือโทรหากันตลอดเหมือนสมัยนี้ ยิ่งทำให้เราคิดถึงบ้าน เขียนไปแล้วน้ำตาแทบจะไหลพรากๆ ด้วยเหตุนี้ละมั้ง เมื่อถึงวันศุกร์ ผมจึงมักร่าเริงเป็นพิเศษ

หลายๆคนอาจจะเชื่อว่า ศุกร์13 จะไม่ดี แต่ผมมักจะถือเป็นวันพิเศษ ด้วยการ ดูหนังสยองขวัญ ใช่ครับไม่ผิด หนังสยองขวัญ เพราะเรื่อง เฟรดดี๊ ครูเกอร์ ทำให้ทุกคนยิ่งรู้สึกไม่ดีต่อวันนี้ แต่มันทำให้ระหว่างการดูหนังสร้างบรรยากาศ    น่ากลัวให้เพิ่มขึ้นมาอีก นอกจากนี้ศุกร์13 ไม่รู้ทำใมทุกครั้งที่คิดๆมา รู้สึกว่าพอถึงวันนี้ผมจะทำอะไรมันก็ราบรื่นไปหมด อีกอย่างเลขที่ผมชอบก็คือ 13 ถึงจะตะแคงคอลงไปทางซ้ายอ่านจะเป็นคำว่าผีก็ตาม ขนาดเรื่องราวที่เขียน ก็จะเน้นเรื่องผี อิอิ

ความรู้สึกดีๆที่มีในวันศุกร์ ดูๆไปแล้ว มันวันเสาร์ต่างหากละที่ผมรอคอยไม่ใช้วันศุกร์ แต่ความรู้สึกที่ลุ้นให้มาถึงมันกลายเป็นวันศุกร์ทุกที พอถึงวันศุกร์มันทำให้ผมรู้สึกเหมือนว่าสิ่งที่เรารอคอยกำลังจะมาถึง มันทำให้ตื่นเต้นทุกครั้ง มีอยู่ครั้งหนึ่งในวิชาภาษาไทย อาจารย์ให้แต่งกลอนมา บทหนึ่ง เกี่ยวกับวัน เอาวันไหนก็ได้ ผมจิ้มเลือกไปที่วันศุกร์เลยครับ กลอนก็มีว่า วันนี้วันศุกร์ วันหยุดพรุ่งนี้ เฮฮาปาร์ตี้ พรุ่งนี้วันหยุด บ่งบอกถึงความขี้เกียจที่สิงในร่างกายของผมเป็นอย่างดี กลายเป็นว่า ศุกร์กับเสาร์นี้เหละ วันที่ดีที่ซู๊ด วันที่ไม่ชอบละ ไม่ต้องบอกก็รู้ วันจันทร์

เมื่อวานนี้หนอ

posted on 11 Sep 2008 21:36 by armncis

เมื่อวานนี้หนอ อยากจะตัดผม แต่ร้านที่ตัดประจำ ดันปิด

เมื่อวานนี้หนอ อยากจะกินข้าวใข่เจียว แต่ร้านที่ซื้อประจำ ดันปิด

เมื่อวานนี้หนอ อยากจะไปซื้อดีวีดีของพี่โน้ต แต่พอไปถึงร้าน ดีวีดี ดันหมด

เมื่อวานนี้หนอ อยากจะไปเตะบอล แต่ฝนเจ้ากรรม ดันตก สนามเปียก อดเล่น

เมื่อวานนี้หนอ อยากจะกินซาลาเปา แต่พอไปถึงร้านซาลาเปา ดันหมด

เมื่อวานนี้หนอ อยากจะทำงาน การบ้านที่ค้างๆให้เสร็จ แต่เอาเข้าจริงๆ ดันหลับคาคอม

เมื่อวานนี้หนอ อยากจะพาผ้าไปซัก แต่ว่ามัน ดันขี้เกียจซะงั้น

เมื่อวานนี้หนอ อยากไปซื้อหนังสือ แต่ไปถึงร้าน ดันยังไม่วางขาย เ

มื่อวานนี้หนอ.....สรุปไม่ได้ทำอะไรเลย

ศัพท์วัยรุ่น

posted on 29 Jul 2008 11:10 by armncis

ทุกคนคงเคยได้ยินคำพูดที่มันแปลกๆติดหูที่วัยรุ่นชอบพูดกันใช่มั้ยครับ ซึ่งมันก็เป็นคำที่แปลกประหลาด เหมือนจะไม่มีความหมาย แต่มันก็เข้าใจในกลุ่มพวกเขา โดยสามารถได้ยินบ่อยๆในกลุ่มเด็กแนวและพวกชายลูกควบครึ่งหรือกระเทยนั้นเอง ผมลองรวบรวมความทรงจำว่ามีคำไหนบ้างที่เคยได้ยินได้ฟังและแต่คำแปลว่าอะไร มาดูกันเลยครับ

Fake หมายถึง การสร้างภาพ การหลอกตัวเอง จอมปลอม

สุดตีน หมายถึง ที่สุดของที่สุด สุดยอดไปเลย

สวยเป๋อ หมายถึง เป็นผู้หญิงซุมซ่ามแต่สวย น่ารัก

ชิลๆ หมายถึง ง่ายๆสบายๆ

มีองค์ หมายถึง ผู้ชายที่เป็นเกย์

หรูไฮ หมายถึง ดูดีมีชาติตระกูล มีฐานะ

ตะไบ หมายถึง เสริมแต่ง ศัลยกรรม

สปก. หมายถึง เสือกไปก่อน ใช้สำหรับว่าพวกที่ชอบเอาตัวรอดก่อนคนอื่น

สะแอ๋ง หมายถึง ชอบสอดเรื่องของชาวบ้าน

สะตอ หมายถึง ตอแหล่

กทม. หมายถึง กระเทยเก๊กแมน

กระเทยหัวเกรียน หมายถึง กระเทยเด็กมัธยมที่หัวเกรียนแต่แต่งหน้าทาปาก ใส่เสื้อผ้าแบบผู้หญิงซะเต็มยศ

ด๋อย หมายถึง เชย หน้าเหียก หมายถึง หน้าตาขี้เหร่สุดๆ

เจเนอชั่นเบ๊ หมายถึง คนรับใช้ มีหน้าที่ทำทุกอย่าง

ง้องแง๊ง หมายถึง งอน งอแง

เซ็งเป็ด หมายถึง เซ็งมากๆ

เนิบ หมายถึง เรื่อยๆ สบายๆ ไม่รีบ

พกปิ่นโต หมายถึง คนที่ไปไหนมาไหนแล้วพาแฟนไปด้วย

แอ๊บแบ๊ว หมายถึง คนที่ชอบทำหน้าใสซื่อ ไร้เดียงสา

จิก หมายถึง ด่า

เอาท์ หมายถึง เชย

โอ หมายถึง โอเค ใช้ได้

นปก. หมายถึง หนูไปก่อน

ยังมีอีกเยอะแต่นึกได้แค่นี้ บางคำก็ผมไม่รู้ความหมายจริงๆ เคยได้ยินเพื่อนที่เป็นกระเทยด่ากัน เช่น อีเห็ดสด อีส้นตึก ก็ถามมันว่ามันแปลว่าไร มันก็บอกไม่รู้แต่มันปาก แต่ฟังดูก็ได้อารมณ์ดี คนอื่นพูดแล้วเฉยๆ ต้องให้กระเทยเท่านั้น ถึงจะฟังแล้วรู้สึกเจ็บๆคันๆ มันก็แปลกดี หรือบางที เพื่อนผู้หญิงชอบพูดภาษาแอ็บแบ๊ว เพื่อให้ตัวเองดูบ๊องแบ๊ว แต่น่าบ๊องหูมากกว่า เช่น คิดถุง นิดนุง ตูจะฟังรู้เรื่องมั้ยเนี๊ย เพราะฉะนั้นเรามาช่วยกันพูดให้ถูกหลักภาษากันนะครับ พูดเหน่อ พูดทองแดง พูดไม่ชัด ไม่เป็นไร ขออย่าให้ภาษามันวิบัติก็พอ วันนี้ก็ขอจบไว้เพียงเท่านี้ คิดถุงผู้อ่านทุกคุงนะ บะเบย อ้าวตูก็แบ๊วเหมือนกันนิ อิอิ

เลิกแล้วต่อกัน

posted on 12 Jul 2008 22:07 by armncis

ทำไม ทำไม ทำไมพี่เขาต้องทำอย่างนี้กับออยด้วย น้องออยเป็นแฟนของเพื่อนผมชื่อไอ้เบิร์ด ไอ้เบิร์ดเคยมีแฟนมาแล้วชื่อน้องโบว์ แต่หลังจากที่คบๆกันไปน้องโบว์ก็บอกเลิกมันซะงั้น ทำเอามันเสียอก เสียใจ เสียน้ำตา เสียหมา เสียหน้า และอีกสารพัดเสียที่มันมานั่งบรรยาย เศร้าโศกเจียนตาย ได้แต่พูด ทำไมออยถึงทำอย่างนี้ พร้อมกับดื่มน้ำทะลวงหลอดเลือดเสริมความแข็งให้ตับ ผมได้แต่ปลอบใจและรับฟังมัน แต่อีกไม่นานมันก็ได้พบน้องออย ทำให้มันกลับมาเป็นผู้เป็นคนอีกครั้ง

ความรักของมันกับน้องน้องออย ก็ดำเนินต่อไปเรื่อยๆ จนคบกันได้เกือบปีถ้าผมจำไม่ผิด เมื่อนานวันเข้ารักมันก็มีวันจืดจางลงไปตามเวลา

ทำใมพี่เบิร์ดต้องทิ้งหนูไปด้วยพี่อาร์ม น้องออยมานั่งร้องให้ฟูมฟายเหมือนกับไอ้เบิร์ดมานั่งต่อหน้าผม เดจาวู มันเหมือนภาพเดิมๆกลับมาอีกครั้งแต่เปลี่ยนตัวละครกับสถานที่  ไอ้เบิร์ดเพิ่งบอกเลิกน้องออยไปครับ และมันก็หายไปเลย น้องออยติดต่อมันไม่ได้ เดือดร้อนประเทศที่สามอย่างผม ที่ต้องเข้ายื่นมือช่วยเหลือ ผมก็เลยถามน้องออยไป บ้านนี้เมืองนี้เป็นอะไรกันไปหมด จะเอากันให้ถึงตายกันเลยหรือไง ปัทโธ่ เฮ้ยไม่ใช่ แล้วน้องจะให้พี่ทำยังไงละ

เรื่องแบบนี้บอกตามตรงทำเอาผมจนปัญญา ไม่รู้จะช่วยยังไงดี เพราะจากที่ดูสถานการณ์ น้องออยก็รักไอ้เบิร์ดมาก และไม่ยอมที่จะเสียมันไปง่ายๆอีกด้วย ความจริงแล้วผมก็ไม่อยากเข้าไปยุ่งหรอกครับ เพราะผมไม่สัดทัดกรณี ผมไม่ใช่คุณหมอนพพร แห่งคอลัมน์เสพสมบ่มิสม หรือมาลัยไทยรัฐ ไม่ได้เป็นเจ้าของหนังสือ ผู้ชายเลวกว่าหมา (ทำไมเอ็งเหมาผู้ชายหมดเลยว่ะแล้วหมามันเลวตรงไหน) นักเขียนศาลาคนเศร้า หรือจะเอาลงหนังสือชีวิตจริง แต่ที่ผมพอทำได้ก็คือไปคุยกับไอ้เบิร์ดมัน

มึงจะเอาไงวะ กับน้องออย ไอ้เบิร์ดก็ตอบกลับมาว่า กูบอกเลิกแล้ว แต่มันไม่ยอมเลิก

มัน ในที่นี้คงเป็นน้องออย และมันทำให้ผมนึกไปถึงตอนที่มันคบกับน้องออยใหม่ๆ มึงอย่าเรียกน้องเค้าว่ามันได้มั้ยวะ นี่แฟนกูนะ ขอร้องๆ เรียกดีๆ มีเคืองนะโว้ย

ดูมันทำ เมื่อก่อนห้ามจังเลยนะ ไม่ยอมให้แปดเปื้อนเลย หวงเหลือเกิน แต่ตอนนี้มันกลับเอาคำว่า มัน ซึ่งเป็นบุรุษที่สามมาใช้กับน้องออยซะงั้น

วันนั้นกับวันนี้ ช่างแตกต่างกันเหลือเกิน ผมจึงยิงคำถามไปอีกดอกว่า มึงไม่รักน้องออยแล้วเหรอ มันตอบได้น่ากระทืบมากค่ะ รักแต่เราเข้ากันไม่ได้ ถุย มาอีกแล้วเหตุผลสิ้นคิด ไอ้กระผมก็ไม่เข้าใจว่าบ้านนี้เมืองนี้ พอๆ เดี๋ยวจะซวยไปมากกว่านี้ ผมก็ไม่เข้าใจว่า ถ้ารักใครสักคนแล้ว แค่ปรับตัวเข้าหากันแค่นี้มันทำไม่ได้เหรอ และไอ้เบิร์ดก็พูดมาอีกว่า มันคุยกันไม่รู้เรื่อง ผมสวนกลับไป น้องเค้าคุยภาษาตากาล๊อกกับมึงหรือไงวะ ถึงไม่รู้เรื่อง แต่ผมเห็นมันมีพิรุธ และสาเหตุที่ทำให้คนเราเลิกกันก็มีอย่างเดียว ผมคิดได้อย่างเดียวเท่านั้นครับ มันน่าจะมีมือที่มองไม่เห็น แต่ไม่มีเท้าที่มองไม่เห็นเหมือนที่อดีตรัฐมนตรีท่านหนึ่งหล่นไว้ตอนที่ประกาศลาออกด้วยความไม่เต็มใจเพราะถูกถีบ เฮ้ย บีบให้ลาออก จากเท้าที่มองไม่เห็นในรัฐบาลนี้ มาเข้าเรื่องของเรากันต่อ ผมเลยถาม มึงมีใหม่แล้วใช้มั้ย ทำเอาเบิร์ดต้องสารภาพ โบว์เค้ามาขอคืนดีกับกูวะ เออก็แค่นั้น ทำไมมึงไม่บอกมัน เฮ้ย น้องเค้าไปตรงๆตั้งแต่แรก เรื่องมันก็จบแล้ว ผมถาม มันตอบมาว่า กูสงสารออยวะ

ผมได้แต่ส่ายหน้า และบอกมันว่า มึงสงสารน้องเค้าหรือมึงแค่อยากไม่ให้ใครมองมึงว่าเป็นคนเลว เอางี้ถ้าน้องเค้าโทรมาอีก กูจะบอกให้ว่ามึงมีคนใหม่แล้ว ไม่ต้องให้น้องเค้ายังมีความหวังหรือยังคาใจอยู่อีก มันทำท่าจะพูดขึ้นมาอีก ผมก็พูดตัดบทขึ้นมา มันเป็นทางที่ดีที่สุดแล้ว แต่ถ้ากูบอกน้องเค้าไปแล้ว มึงจะกลับไปไม่ได้แล้วนะ ต้องจบกันจริงๆ จะมาโลเลอีกไม่ได้ มันก็ยิ้มแห้งๆ แบบไม่แน่ใจ ผมเลยซัดเข้าไปอีกดอกว่า แล้วก็มึงจำไว้นะ คิดให้ดีๆ โบว์มันก็เคยทำมึงเจ็บมาแล้วนะ จำไว้ แต่มันตอบกลับมาว่า 

มึงอย่าเรียกน้องโบว์ว่ามันได้มั้ยวะ 

.................................

ขอบคุณท่านโอ๊ตที่เป็นแนวทางให้กับเรื่องนี้

ขอทาน

posted on 11 Jul 2008 22:28 by armncis

ในวันที่ผมไปเรียนตอนเช้าๆผมจะไปลงรถที่อนุสาวรีย์ชัยฯเป็นประจำ และผมจะรอซื้อหนังสือพิมพ์ทุกๆเช้า และเช้าวันนี้ก็เป็นเหมือนเดิม ขณะที่ผมนั่งรอหนังสือพิมพ์ ผมก็หันไปเห็นเด็กผู้ชายคนหนึ่ง เด็กคนนี้ผมเห็นทุกเช้า เขาจะมานั่งเล่นดนตรีขอเงินผู้คนที่ผ่านไปผ่านมาตั้งแต่เช้า ใส่ชุดนักเรียนและเขียนป้ายว่า ขอเงินเพื่อไปโรงเรียน แต่ผมก็เห็นแกนั่งอยู่ทั้งวันนั้นเหละ ไม่ได้ไปเรียน เป็นขอทานที่น่าตบที่สุด จะเห็นได้ที่สะพานลอยหน้าโรงพยาบาลราชวิถี

แต่เช้าวันนี้ที่นั่งประจำของเขา มียายแก่ๆ น่าสงสารมานั่งแทน ยายคนนี้ก็มานั่งขอทานที่สะพานลอยแห่งนี้เป็นประจำเหมือนกันแต่บางวันก็ไม่เห็น ผมก็นั่งดูแกและคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยตามประสา สักพักเด็กนรกนั้นก็เดินตรงไปที่ยาย และด่ายายคนนั้น ประมาณว่ามานั่งที่ของมัน และจะไล่ยายแกออกไปที่อื่น อย่ามานั่งที่สะพานลอยนี้ ผมนั่งนึกหมั่นไส้และนึกเชียร์ยายแกอยู่ในใจ อย่าลุกให้มัน อย่าไปยอม มันยืนด่าสักพักยายแกก็ไม่ลุก มันเลยเดินแบบอารมณ์เสียลงมา แต่ที่น่าตบไปอีกคือ มันเดินมาเที่ยวปัดป้ายหน้าร้านแถวๆนั้น และเดินมาที่น้องนักเรียนผู้หญิงที่ยืนคุยกันใกล้ๆกับผม มันเดินผ่าเข้าตรงกลางเลยครับ น้องนักเรียนก็ตกใจหน้าอึ้งแด๊กและหันมามองหน้าผมประมาณช่วยหนูด้วยค่ะพี่ สักพักมันเดินกลับมาอีก ผมทนความกวนตีนของมันไม่ไหว เลยแอบเขวี้ยงเศษยางลบใส่มัน แม่นอย่างกะจับวาง เข้ากลางกระหม่อมพอดี มันก็งงใหญ่ว่าอะไรตกใส่หัวมัน ผมกับน้องนักเรียนหันมาสบตาและยิ้มๆกัน กวนตีนดีนักนะ

ขณะที่นั่งอยู่ก็มีพอกับลูกเดินมาใกล้ๆผมก็ มีกระเป๋าลูกหนึ่งพร้อมเสื่อหนึ่งผืน ผมเข้าใจว่ามาเยี่ยมใครที่โรงพยาบาล แต่เมื่อคนเป็นพ่อพูดขึ้นมาทำเอาผมอึ้ง มันไล่ให้ลูกขึ้นไปขอทานบนสะพานลอยครับ ลูกก็เป็นเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆประมาณห้าขวบได้ นรกเป็นพยาน ผมแทบจะไม่เชื่อกับสิ่งที่ได้ยินผ่านรูหู ว่าพ่อจะบังคับให้ลูกไปขอทาน ส่วนตัวเองนั่งรอเงินที่ลูกขอมาได้อย่างสบายใจ บ้านนี้เมืองนี้เป็นอะไรกันไปหมดแล้ว ปัทโธ่!

ไม่น่าเชื่อว่าเช้านั้นจะทำให้ผมหดหู่ได้ขนาดนี้ ได้รับรู้สิ่งที่ไม่เคยคาดคิดว่าจะได้ประสบพบเจอ โดยเฉพาะ พ่อที่ใช้ลูกไปขอทาน และก็ยังคงอีกมากที่เป็นแบบนี้ เดี๋ยวนี้เจอขอทาน หรือใครมาเรี่ยไรเงิน ผมจะมีความร้สึกระแวงว่าจะโดนหลอกมั้ย เงินที่เราให้เข้ากระเป๋าใคร เพราะเดี๋ยวนี้มิจฉาชีพเยอะแยะ ไม่รู้ใครเป็นใคร แต่ก็อย่าให้เราละทิ้งความดีงามเพราะความระแวง ขอให้ให้ทำไปด้วยความจริงใจ ด้วยความรู้สึกที่อยากให้ เราก็จะสบายใจ ส่วนพวกนั้นประตูนรกคงจะเปิดรอพวกมันเองเหละ หัวคนพวกนี้คงจะแหว่งหมดแล้ว ไม่ใช่ไรหรอกครับ นรกกินกบาลพวกนี้หมดแล้ว ผมยังเชื่อว่าความดีงามคงยังมีในจิตใจทุกๆคน อยู่ที่คุณแล้วจะนำมันออกมาใช้หรือเปล่า มาช่วยกันทำให้สังคมน่าอยู่มากกว่านี้ครับ

วันที่ฉันป่วย

posted on 05 Jul 2008 23:39 by armncis

ทุกๆคนคงจะเคยเจ็บไข้ไม่สบายกันมาแล้วใช่มั้ยครับ แล้วแต่ใครจะมีอาการมากน้อยแตกต่างกันไป ตัวผมเองเป็นคนที่ไม่ค่อยจะป่วย แต่เมื่อเป็นแล้วจะเป็นนานและหนักเลยที่เดียว คือเกือบๆทุกครั้งต้องไปถึงมือหมอ ปกติผมเป็นคนที่ไม่ชอบกินยาและไม่ชอบหาหมอ แต่ถ้าหมอสวยๆน่ารัก จะพิจารณาเป็นพิเศษ อิอิอิ โดยเฉพาะอาการกลัวเข็ม ตั้งแต่เด็กจนโตก็ยังรักษาไม่หายไอ้โรคกลัวเข็ม ใครพอจะรู้วิธีรักษาช่วยบอกหน่อยครับ แต่เขาว่ายิ่งเกลียดยิ่งเจอนี้ถ้าจะจริง เพราะถ้าผมป่วยจนถึงมือหมอมักจะโดนฉีดทุกที มีอยู่ครั้งหนึ่งตอนที่ผมยังเด็กๆ โดนสุนัขกัดครับ มันงับเข้าที่ข้อมือพอดี อูย คิดแล้วยังเสียว ผมเลยต้องโดนจับล้างแผลแล้วพาไปโรงพยาบาล หมอก็ถามว่า หมานี้เคยฉีดวัคซีนโรคกลัวน้ำมั้ย ผมก็ตอบว่าไม่ทราบครับ แต่รู้ว่ามันกัดเสร็จมันก็หนีจนน้ำบานไปแล้วฮะหมอ หมอก็เลยว่างั้นฉีดกันไว้ก่อน วันแรกผมก็โดนจิ้มไปสี่ดอก ดอกแรก พี่พยาบาลบอกว่า ลองดูก่อนว่าแพ้ยามั้ย จิ้มไปหนึ่งจึ๊ก สักพักก็เดินมาดู ไม่แพ้นี้จ๊ะ งั้นเอาไปเลยอีกสามดอก ว่าแล้วก็ฉีดไปที่แขน สะโพก และก็ในแผล กลับไปนอนซมเลยครับ และก็นัดเจอกันใหม่อีกห้าครั้ง โดนฉีดกันแขนระบม แต่ขอเป็นพี่พยาบาลคนนี้เป็นคนฉีดเหมือนเดิมนะครับ ไม่ใช่พี่เขาฉีดเบาหรอกครับ แต่พี่เขาน่ารักมากๆ เจ็บแต่ก็ต้องทน

ความน่าเบื่อของการเป็นหวัดก็คือการไอและก็คัดจมูกครับ มันสุดแสนจะทรมานยามที่น้ำมูกไหลแล้วไม่มีกระดาษซับ หายใจก็ไม่ออก ยิ่งไอนี้แล้วใหญ่ สร้างความรำคาญให้กับตัวเองและผู้อื่น บางครั้งเกรงใจต้องไปแอบไอไม่ให้เขาได้ยิน ก๋งผมเคยให้อมเกลือ แกบอกว่ารักษาอาการไอได้ จริงไม่จริงไม่รู้ แต่ผมอมแล้วเค็มอย่างแรงเลยครับ ผมก็ไม่ไอเลยครับเวลาโดนให้อมเกลือ ไม่ใช่ว่าได้ผลนะครับ แต่ไม่กล้าไอออกมาเดียวโดนอมอีก เลยต้องแอ๊บว่าหายแล้ว พอแกไปก็แอบไอเหมือนเดิม น่าเขกมั้ยครับ

อีสุกอีใส เป็นโชคดีของผมที่เป็นตอนเด็กๆแผลเป็นเลยหายเร็ว ไม่เหมือนกับคนที่เป็นสักประมาณอายุสิบสองปีขึ้นไป แผลจะหายช้า แลวยังเหลือแผลเป็นน่าเกลียดเหลือไว้ดูต่างหน้าอีกต่างหาก แถมยังอาจโดนเข้าใจผิดว่าเป็นเอดส์อีกต่างหาก ตอนที่เป็นจะคันแผลมากๆ แต่ห้ามเกานะครับมันจะเป็นแผลและก็แสบมากๆ เลยได้แต่ลูบๆ นอนบนใบตองไม่ให้น้ำเหลืองไหลมาเลอะพื้นหรือที่นอน แต่ดีที่มันเป็นแค่ครั้งเดียวแล้วหาย ใครยังไม่เคยเป็นอีสุกอีใส ไปฉีดวัคซีนกันไว้ก่อนนะครับ แล้วอย่าหาว่าไม่เตือน

โรคกระเพาะ โรคนี้เป็นโรคสุดฮิตของใครหลายๆคนรวมทั้งตัวผมด้วย เนื่องจากกินอาหารไม่เป็นเวลาทำให้น้ำย่อยมันกัดกระเพาะเราเป็นแผลมันจะปวดมากๆ กินอะไรก็ไม่ได้ ยิ่งรายที่เป็นหนักๆกระเพาะอาจจะทะลุเป็นรูโบ๋ ต้องเข้าโรงพยาบาลให้หมอให้น้ำเกลือรักษากันพักใหญ่นะครับ พยายามกินอาหารให้เป็นเวลา แต่ผมก็ยังทำไม่ค่อยได้ เป็นแล้วกว่าจะหายก็นานครับ กินยาเป็นเดือนๆ

เพราะฉะนั้นแล้วพวกเราควรหมั่นดูแลรักษาสุภาพกันหน่อยนะครับ ดังคำที่ว่า ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ หมั่นออกกำลังกาย กินอาหารที่มีประโยชน์ ตรวจสุขภาพบ่อยๆ ไส่ใจตัวเองมากๆนะครับ เป็นห่วงทุกๆท่านครับพี่น้อง 

 

ดู ดู๊ ดู ดูมันทำ

posted on 28 Jun 2008 02:57 by armncis

สวัสดีครับ พ่อแม่พี่น้องประชาชนที่เคารพรัก วันนี้พบกันในรายการสนทนาประสาคุณก็รู้ว่าใคร วันนี้ไอ้กระผมได้ขึ้นรถเมล์สายหนึ่งในกทม. ในตอนเช้า เพื่อจะไปเรียน คนก็แน่นพอประมาณ ซึ่งเป็นประจำที่ไอ้กระผมจะยืน เพราะไม่มีที่นั่งแล้ว แล้วก็มีเด็กนักเรียนตัวเล็กๆขึ้นรถมา ไอ้กระผมก็นึกว่าจะมีคนลุกให้นั่ง นรกเป็นพยาน ไม่มีใครลุกเลยครับ ผู้หญิงก็นั่งเฉย แต่ถ้าผู้ชายไม่ลุกให้นั่งคงจะแอบด่าในใจ กูเป็นผู้หญิงลุกให้กูนั่งได้มั้ย แต่ที่เด็ดกว่านั้นครับ มีผู้ชายคนหนึ่งครับ เด็กคนนั้นไปยืนเกาะเก้าอี้พี่แกพอดี เฉยครับ พี่แกทำเป็นทองไม่รู้ร้อน ไอ้กระผมอยากจะไปกระซิบข้างๆหูพี่แกว่า พี่ครับพี่แมนมากครับ แต่กลัวโดนตอกกลับมาว่า แล้วแกเกิดทันอ่ะเปล่า  เฮ้ย แล้วเรื่องไรมึงนี้ เช้านั้นผมอารมณ์ดี ไม่อยากกระทืบคนบนรถเมล์ครับ  

จนมาถึงอนุสาวรีย์ ไอ้กระผมผมได้ยินเสียงรถเบรก จึงให้ไปดูโดยสัญชาตญาณไทยมุงที่ดี เห็นคนข้ามถนน อ้าวคนข้ามถนนมันแปลกตรงไหน ครับ มันก็ไม่แปลกหรอกครับ แต่พี่แกเล่นข้ามใต้สะพานลอยนี้ครับ ไอ้กระผมก็ไม่เข้าใจ มีสะพานลอยให้ข้าม แต่ยอมเสี่ยงตายเพราะขี้เกียจข้ามสะพานลอย คงจะนึกว่าตัวเองเก่งเสียเต็มประดา ประมาณว่า กูเก๋าไม่ต้องข้ามสะพานลอย เก๋าจริงๆครับเพ่ แต่ เก๋าเจ้งนะครับ พวกนี้คงจะเป็นโรคจิตชนิดหนึ่ง ขอให้ได้แหกกฎสักนิดก็ยังดี วันไหนไม่ได้ทำ คงจะกินไม่ได้นอนไม่หลับ กระสับกระส่าย ตาขวาง หางตก น้ำลายไหล ไม่ใช่แล้วๆ นั้นมันหมาบ้า พูดง่ายๆมันคงจะลงแดงตาย ถ้าไม่ได้แหกกฎ ไอ้กระผมละเซ็งกับพวกนี้จริงๆ

ตอนเย็นๆ ไอ้กระผมได้ไปเตะบอลที่การกีฬาแห่งประเทศไทย การกีฬารณรงค์กันป่าวๆว่าให้ผู้คนหันมาเล่นกีฬา แต่พื้นที่เล่นกีฬาจะไม่มีให้เล่นแล้วครับ เพราะที่ว่างๆภายในการกีฬาส่วนหนึ่ง ได้กลายเป็นที่จอดรถและเปิดเป็นตลาดแทนซะงั้น คนหลายคนเลยเดือดร้อนเพราะไม่มีที่จะไปออกกำลังกายซะแล้ว จะบอกว่าเปิดโอกาสให้คนได้มีรายได้ เก็บค่าเช่าน้อยๆ แต่นั้นมันสนามกีฬาหรือตลาดครับ ไอ้กระผมละงงจริงๆ แถมบางทีทำให้คนออกกำลังกาย แต่มียามมาไล่ไม่ให้เล่นซะงั้น  เหอๆ คิดกันดูเองนะครับ ว่าเขาทำไว้ทำใม แต่ไอ้กระผมก็ขอชมที่มีการกวดขันไม่ให้คนสูบบุหรี่และดื่มเหล้าในนี้ ดีครับดี แต่ถ้าเพิ่มไฟหน่อยก็ดีครับ ไอ้กระผมไม่อยากเป็นตากุ้งยิง เพราะหนุ่มสาวหลายๆคู่มาแอบตามมุมมืดๆ มานั่งนัวเนีย กอดจูบ โอ้ย รู้มั้ยมันน่าอิจฉา เฮ้ย มันน่าเกลียดครับ พวกๆไอ้กระผมไม่มีสมาธิเล่นครับ พวกๆท่านไม่อายกันมั่งเหรอครับ ถ้าแค่นั่งด้วยจับมือ ถือแขน หนุนตัก ซบไหล่เพื่อความโรแมนติกมันน่ารักครับ อย่างให้มันน่าเกลียดครับ มันดูไม่ดี เดี๋ยวเจ๊เบียบจะออกมาโวยวาย โดนเจ๊แกด่าหูชาจะรำคาญกันเปล่าๆ

เอาละครับ มาถึงช่วงท้ายแล้ว สุดท้ายนี้อยากบอกว่า ไอ้กระผมไม่ได้เป็นหนี้บุญคุณใครนะครับ เข้าใจกันตามนี้ด้วย อย่ามาถามอีก ไอ้กระผมจะด่าให้ สวัสดีครับ

อกหัก

posted on 25 Jun 2008 04:05 by armncis

อกหัก เป็นอาการของคนที่มีความรัก แต่สุดท้ายกลับไม่สมหวัง เมื่อใจของคนทั้งสองคนนั้นไม่ตรงกัน จึงมีความเจ็บปวดทั้งสองฝ่ายหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ที่ผมเคยเจอมา จะเป็นกรณีเจ็บฝ่ายเดียว หรือบางที คำว่าอกหัก ก็ใช่ได้สำหรับคนที่พลาดหวังเรื่องอื่นๆเหมือนกัน เช่นนายกอลงสมัคร สส. แต่คะแนนเสียงสู้นายขอไม่ได้ จึงอกหักพลาดที่นั่ง สส.ในสภา หรือ หงส์แดงอกหัก ตกรอบรองชนะเลิศไปอย่างน่าเสียดาย เป็นต้น อาการของคนอกหัก จะแตกต่างกันไปในแต่ละคน  บางคน เศร้า ซึม บ่อน้ำตาตื้น อ่อนไหว อารมณ์แปรปรวน มีคำถามมากมายเกิดขึ้นในใจ โลกทั้งใบไม่สดใส หดหู ทุกอย่างที่เคยเป็นสีชมพู ตอนนี้มันช่าง ฮือๆ พอละครับ ยิ่งพูดยิ่งเศร้า และความคิดอันตรายที่สุดคือ คิดสั้น

ใครคนหนึ่งเคยบอกกับผมคำว่า บอกรักง่ายกว่าการที่เราจะบอกเลิก ใครมาพูดอย่างนี้ผมขอเถียงเลยว่า ไม่จริ๊ง ไม่จริง เอาที่ไหนมาพูด ผมเห็นพูดง้าย ง่าย แต่คำว่ารักกว่าเราจะบอกได้นะ หูย ย้าก ยาก แต่ที่จะยากก็คือ จะบอกเขาอย่างไรให้กูดูดี เอ้ย ให้เขาเสียใจน้อยที่สุด นี้คือประโยคฮิตที่สุด ในการบอกเลิก

เราไปด้วยกันไม่ได้ 

เธอดีเกินไป   (อันนี้ฮิตสุด)

เราเป็นเพื่อนกันเถอะนะ

เราอยากเรียนก่อน ไม่อยากจะคิดเรื่องแบบนี้ (แต่ไปเดินควงคนใหม่ซะงั้น)

ฉันไม่คู่ควรกับเธอ

เราเข้ากันไม่ได้

และอีกสารพัดคำกล่าวอ้าง แต่ อย่าไปเชื่อมันครับ เหตุผลที่แท้จริงคือ มันมีใหม่ครับ แหมๆ มาอ้างโน้นอ้างนี้ เรารักเธอมากนะ แต่เธอดีเกินไป ลืมเราซะเถอะ แต่กระเหี้ยนกระหือ(ไม่เป็นคำหยาบนะเด็กๆเพราะท่านนายกใช่บ่อย)ไปกับมันซะง้าน เพราะเมื่อเธอเลือกอยู่กับเขา ตัวฉันคุกเข่าสั่นไหว ใจนักเลงจึงปวดร้าวเจียนตาย ปล่อยเธอไปตามใจเธอต้องการ เฮ้ย มาเป็นเพลง ใจนักเลงซะงั้น ครับต้องปล่อยมัน เฮ้ย เธอไป ในเมื่อใจของเธอไปอยู่กับคนอื่น แม้จะรักกันปานแหกรูทวารมาดอมดม ก็คงดึงเธอกลับมาหาเราไม่ได้ แทนที่เราจะเสียใจ นั่งร้องไห้คร่ำครวญ หรือวิ่งไปกลางสี่แยกท่ามกลางสายฝน ชูมือขึ้นฟ้าเงยหน้าตะโกนดังๆว่า เรื่องสิวเป็นเรื่องธรรมชาติ เฮ้ยไม่ใช่เระ ต้องตะโกนว่า ไม่จริงงงงง. กลับกันมานั่งคิดทบทวนใหม่ เราจะมานั่งเสียใจกับเรื่องนี้ จนไม่เป็นอันกินอันนอนมันถูกแล้วเหรอ ในขณะที่เรากำลังทรมาณกับความผิดหวัง พวกเขาเหล่านั้นก็คงมีความสุขอยู่ ถึงจะทำร้ายตัวเองเท่าไร เค้าก็ไม่มาเห็นหรอกครับ เพราะฉะนั้นเราจะทำไปเพื่ออะไร ใครคิดว่าจะกรีดข้อมือ กินยาตาย วิ่งเอาหัวชนฝาผนัง หรือ คิดจะทำร้ายตัวเองด้วยสารพัดวิธี เพื่อประชดเค้า เพื่อให้เค้ารู้สึกผิด ที่ทำให้เราเป็นอย่างนี้ กรุณาใช้หัวแม่เท้าน้อยๆคิดดูใหม่นะครับ เค้าคงไม่รู้สึกไรหรอกครับ ดีซะอีกไม่ต้องคอยระแวงว่าจะมาตอแยกับฉันอีก ตายๆไปเลย มึงตายกูจะเสียใจทำไม ทำตัวเองแท้ๆ กูไม่ได้บอกให้มึงทำนี่ เพราะฉะนั้นอย่าหวังว่าชีวิตจริงจะเหมือนในนิยายน้ำเน่า ที่ตัวอิจฉาแกล้งฆ่าตัวตายเพื่อให้พระเอกมาสนใจ มันไม่มีหรอกครับ เจื่อป๋มเตอะ เราต้องปรับปรุงตัวซะใหม่ อย่าทำให้เขารู้ว่า ฉันรักเธอมากแต่เธอทำฉันเจ็บ เราต้องทำให้เขาเสียดาย ทำให้เขาคิดว่า อ้าวกูบอกเลิกมันแต่มันไม่รู้สึกไรเลยเรอะ กูบอกเลิกไปไม่ถึงสามชั่งโมง มันควงผู้หญิงใหม่ซะงั้น ถ้าเป็นคุณผู้หญิงก็ควงหนุ่มๆได้ ไม่ผิดกติกาครับ ความรู้ของเขาจะเปลี่ยนไปทันที กลายเป็นกูพลาดเหรอนี่ กลายเป็นเข้าทางมัน โดยกูเสียแรงบอกเลิกมัน เพื่อให้มันหากิ๊กใหม่ โดยทำตัวประมาณว่า กูจะหาใหม่เมื่อไรก็ได้ ไม่ง้อมึงหรอก จะไปไหนก็ไปเลย กูไม่แคร์ อิอิ ถึงมันจะกลับมา ไม่คิดเหรอว่า ครั้งต่อไปจะไม่มีอีก เพราะฉะนั้นแล้ว ไม่ต้องไปสนมันหรอก ใช้ส้นตีนเขี่ยไปไกลๆเลยครับ เจ็บครั้งเดี๋ยวดีกว่าหลายดอกนะครับ

ใครที่อกหัก ผมรู้ว่ามันเศร้า เจ็บปวดรวดร้าว ขนาดไหน ผมเข้าใจดีครับ แต่เราควรจะยืนหยัดขึ้นมาให้ได้ อย่าคิดอะไรสั้นๆ คิดให้ยาวๆเข้าไว้ เพราะชีวิตยังมีพรุ่งนี้เสมอ โลกนี้สวยงามเสมอ คิดถึงแต่เรื่องดีๆ ผมรู้คุณทำได้ และใครที่กำลังจะบอกเลิกแฟน กรุณาบอกเหตุผลให้ชัดเจนกับเขาด้วยนะครับ บอกให้เขากระจ่าง ไม่ต้องมายื่นญัตติอภิปรายกันกลายครั้ง เพราะถ้าอธิบายไม่กระจ่าง แล้วเขารู้ว่าคุณโกหก   คนที่เจ็บอาจเป็นตัวคุณเอง ผมเตือนแล้วนะคร้าบ

 

ไปลองของกันมั้ยครับ

posted on 24 Jun 2008 23:38 by armncis

ทุกๆคนเมื่อได้ยินว่า ลองของ ทุกอาจจะนึกไปถึงคุณครูพนอ จากหนังเรื่องลองของทั้งสองภาค บางคนอาจจะนึกไปถึงพี่ ป๋อง กพล ทองพลับ ผู้ที่นำเรื่องราวลี้ลับต่างๆ ออกมาทำในรูปแบบรายการบันเทิง ทำเอาหลายๆคนติดกันงอมแงม แลจะมีช่วงหนึ่งของรายการที่เป็นที่ชื่นชอบของแฟนๆรายการคือ ช่วงลองของครับ โดยพาไปพิสูจน์วิญญาณตามบ้านร้าง ป่าช้า หรือที่ไหนที่เขาว่าเฮี้ยน พี่แกไปหมดครับ

สำหรับเรื่องลองของที่ผมนำมาถ่ายทอดให้ได้อ่านจะเป็นแบบพิสูจน์วิญญาณครับ เรื่องราวเกิดขึ้นจากที่เพื่อนๆตั้งวงดวลเมรัยกันทั้งหมดหกคน เมื่อดวลกันไปหลายเพลงแล้ว แต่ละคนก็เริ่มจะเมากันนิดหน่อย ไอ้โจ้เพื่อนผมมันพูดขึ้นมาว่า เอ้ยผีมีจริงมั้ยวะ ไอ้วุธก็พูดตอบมาว่า มีมั้ง เห็นเขาเจอบ่อยที่หอ แต่กูไม่เชื่อวะ ถ้ามีจริงออกมาให้กูดูหน่อยดิ ไอ้โจ้ท้าด้วยความเมา ไอ้วุธก็พูดมาอีก เห้ย มึงไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่สิ ไอ้โจ้ว่ากูไม่เชื่อ และทั้งคู่ก็เถียงกันไปมา และมันก็ตัดสินใจจะไปที่สุสานกัน เดือดร้อนพวกผมและเพื่อนๆที่เหลือจะต้องพามันไปสุสาน เพื่อจะพามันไปหาดูว่าคุณผีมีจริงหรือเปล่า เรื่องอื่นตั้งเยอะไม่สงสัย หาเรื่องจะหัวโกร๋นกันซะงั้น

ด้วยความที่พวกมันสองคนตื๊อ อ้อนวอน จนพวกเราชักรำคาญ ก็ต้องพามันไป ในการเดินทางไปครั้งผมและสมาชิกรวมทั้งหมดหกคน ก็พร้อมที่จะเดินทาง โดยทุกคนยกให้ผมเป็นหัวหน้างาน เพราะเคยเจอเรื่องหลอนๆมาก่อน เราทั้งหมด เดินทางไปด้วยรถมอเตอร์ไซค์สองคัน คันละสามคน มุ่งหน้าไปยังจุดหมายแรกคือ กุโบ กุโบนี้เป็นสุสานของชาวมุสลิม บรรยากาศความน่ากลัวผมยกให้เป็นอันดับหนึ่งเลยครับ  คุณจะได้เห็นหลุมฝังศพและจะมีเหมือนแท่งอะไรสักอย่างสีขาว ปักอยู่ที่หลุม และที่สำคัญกลบด้วยดินคับ ไม่เหมือนฮวงซุ๊ยของจีนที่จะโบกปูนทับ และที่พวกผมไป จะมีต้นไม้ใหญ่เยอะ และสภาพรกมาก เมื่อไปถึง เราก็ลงเดินสำรวจ ในกลุ่มจะมีไฟฉายสองกระบอก ก็ส่องไฟไปทั่ว ก็ไม่เจออะไร ไอ้โจ้มันก็พูด ไหนว่ะ ไม่เห็นจะมีอะไร ผมก็พามันไปที่วัด ผมก็พามันไปเดินแถวๆเมรุ และรอบรอบจะเป็นโกศ ใส่กระดูกคนตายบานเลยครับ และก็มีเรื่องน่าตื่นเต้นขึ้นมาที่นี้เหละครับ ขณะที่เดินไปได้สักพัก ผมได้กลิ่นเน่าๆโชยมาแตะจมูก ผมหันไปสังเกตดูปฏิกิริยาคนอื่นๆ ก็รู้ได้ว่าคนอื่นก็ได้กลิ่นเหมือนกัน ไอ้โจ้มีท่าทางกลัวอย่างเห็นได้ชัด มันมาเกาะแขนผม มือมันเย็นและสั่น จนถึงขีดสุดมันร้องโวยวาย กูกลัวแล้ว กลิ่นยังเหม็นเน่าขนาดนี้ ถ้ามาเป็นตัวจะน่ากลัวขนาดไหน  ผมก็ถามได้กลิ่นกันหมดมั้ย ทุกคนก็บอกว่าได้กลิ่น ยกเว้นไอ้ต้นมันยืนเงียบๆทำท่าทางอายๆและยืนกระมิดกระเมื้ยน บิดไปบิดมา ผมก็ถามไอ้ต้น มึงเป็นไรของมึง มันก็ตอบว่า โทษทีวะ ไอ้ที่กลิ่นเหม็นๆตะกี้นะ ตดกูเอง กูปวดอึวะ ไม่ไหวแล้ว กลับกันได้ยังวะ

อีกเรื่องๆ แถม ป้าแถวๆบ้านผมได้เชิญอาจารย์มาทำพิธีขอหวย สถานที่ทำพิธีก็คือหน้าเมรุ เพื่อนผมก็ชวนผมไปเป็นเพื่อนมัน ไปดูว่าเค้าทำไรมั้ง ผมก็ไปเพราะก็อยากรู้อยากเห็นอยู่แล้วเป็นทุนเดิม ตอนนั้นเป็นเวลาประมาณห้าทุ่มกว่าๆ พอไปถึงก็มีคนประมาณ สี่ ห้าคนนั่งอยู่ในสายสินฐ์ ผมกับเพื่อนก็เข้าไปด้วย อาจารย์ก็สั่งว่าถ้าเห็นอะไรก็อย่าวิ่งให้อยู่ในนี้ ระหว่างทำพิธีผมก็หันไปสังเกตเห็นว่าที่ตะแกงเผาศพ มีอะไรไม่รู้อยู่ ผมก็บอกเพื่อนให้ดู นรกเป็นพยาน จู่ๆก็มีเงาคนลุกขึ้นมาจากตะแกงนั้น ทำเอาหลายๆคนร้องเสียงหลง แต่ดีผมกับเพื่อนตั้งสติได้จึงหันกลับมามองใหม่อีกครั้ง จึงได้รู้ว่า แท้จริงแล้ว เงาปริศนานั้นคือ สัปหร่อนั้นเอง ไม่ใช่ผีเผลอที่ไหน จากการสันนิฐาน แกคงจะเมาแล้วไปนอนอยู่บนนั้น เมื่อได้ยินเสียงทำพิธีจึงตื่นมาดู หลังจากบอกทุกคนให้หายตกใจ ผมก็หันไปดูว่าอาจารย์อยู่ที่ไหนแล้ว แต่ก็ไม่เห็นอาจารย์สักแล้ว สักพักก็ได้คำตอบจากลุงคนหนึ่ง บอกว่า อาจารย์แกลุกวิ่งหนีหายไปไหนแล้วไม่รู้ ผมก็นึกอยู่ในใจ จารย์ทำไมจารย์เป็นคนแบบนี้ เปิดแน่บก่อนใครแล้วนะ สงสัยจบหลักสูตรมาจากหลวงพ่อโกย วัดน้ำบานแน่เลยใช่มั้ยครับอาจารย์

ทำไมเป็นคนอย่างนี้

posted on 23 Jun 2008 06:53 by armncis

เคยเจอมั้ยครับ กับคนประเภทหนึ่ง ที่ทำให้เรานึกขึ้นมาตั้งคำถามในใจกับเขาว่า ทำไมเป็นคนอย่างนี้ ผมละคนหนึ่งที่มีคำถามนี้ขึ้นมาบ่อยๆ ตามประสบการณ์ที่ผมได้ประสบพบเจอนั้น มีหลายประเภท หลายกรณี หรือกรณีเดียวกันแต่ต่างสถานที่ หลายท่านคงจะตั้งคำถามในใจว่า ไอ้พวกนี้เป็นคนแบบไหน ที่ทำให้ผมต้องตั้งคำถามนี้ขึ้นมาในใจ คงจะมีหลายๆเรื่องทีหลายๆคนได้เคยประสบมา งั้นมาดูกันสิว่าทำใมพวกพี่แกถึงเป็นคนอย่างนี้

พวกชอบแซงคิว ใครที่เคยเข้าแถวรอคงจะรู้ดีนะครับว่า การโดนแซงคิว มันทำให้คนเรามีน้ำโหได้เหมือนกัน พวกนี้ผมจะเจอบ่อยมาก โปรดฟังอีกครั้ง บ่อยมากๆ ยกตัวอย่างสัก สอง สามเหตุการณ์มาถ่ายทอดให้รู้กัน ตอนขี้นรถเมล์ ชั่วโมงเร่งรีบทุกๆคนก็รีบที่จะไปให้ถึงจุดหมายเร็วที่สุด เมื่อไม่นานมานี้ ผมรอรถเมล์สาย 168 ที่อนุสาวรีย์ชัยฯ ตอนนั้นเป็นเวลาประมาณห้าโมงเย็น เมื่อรถมาจอด ผมก็รอให้คนบนรถลงมาให้หมดก่อน เมื่อกำลังจะก้าวขึ้นรถ มีเจ๊คนหนึ่งครับ วิ่งมาด้วยความเร็วประมาณรถสิบล้อออกตัว (ดูจากหุ่นเจ๊แก เปรียบเป็นได้กับรถสิบล้อขึ้นไป) เข้ามาแทรกทันทีเพื่อที่จะขึ้นรถ ในขณะที่คนอื่นๆรอขึ้นกันเป็นลำดับ เจ๊แกชนเข้าสีข้างผมจังๆ เจ๊แกหันมามองนิดนึง แล้วก็ขึ้นไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เจ๊จะรู้มั้ยเนอ ว่าเจ๊ครับผมจุก ทำไมเจ๊เป็นคนอย่างนี้ อีกราย ที่มหาลัย ผมกำลังเข้าคิวรอที่จะถ่ายเอกสาร ในขณะที่จะถึงคิวผม ขณะที่จะเอกสารที่จะถ่าย มีมือลึกลับจากไหนไม่ทราบ ยื่นมาตัดหน้า ในมือมีหนังสือหนึ่งเล่ม พร้อมกับเสียง สองหน้านี้อย่างละสองชุด ผมหันไปมองด้วยอาการงุนงงว่ามันมาจากไหน เป็นนักศึกษาท่าทางจะกวนอวัยวะเบื้องต่ำ หรือที่ภาษาชาวบ้านเรียกกันว่า ตีน มันมาเห็นผมมองหน้า มันก็พูดลอยๆว่า จะถ่ายไปให้อาจารย์ ผมละสงสัยจริงๆละครับพ่อแม่พี่น้องครับ ว่าถ้าถ่ายเอกสารให้อาจารย์ จะแซงคิวชาวบ้านเขาได้ ผมละงงกับมันจริงๆ มันตอบได้กวนตีนสมกับหน้าตามันจริงๆ ทำไมมึงถึงเป็นคนอย่างนี้

พวกชอบฝ่าสัญญาณจราจร อันนี้ก็เป็นประสบการณืที่เจอบ่อยๆเหมือนกัน ป้ายขึ้นอยู่ทนโท่ว่าห้ามกลับรถ พี่แกก็ยังกลับ ไฟแดงขึ้นอยู่ พี่แกก็ฝ่าไปเฉยๆ และอีกสารพัดที่จะฝ่าฝืน ผมว่าพวกนี้มันโรคจิต นึกว่าตัวเท่เสียเต็มประดาว่ากูเก๋า ขอให้ได้ฝ่าฝืนเถอะ สักนิดก็ยังดี ผมยากจะขอยืมคำถามของ อดีต ผบ.ตร.ท่านหนึ่ง ที่ท่านได้ถามใครคนนั้นที่จมูกโตๆชอบทำกับข้าว ว่า ควายหรือเปล่า มีอยู่ครั้งหนึ่งผมขับรถอยู่ในตัวเมืองกระบี่ ผมก็จอดติดไฟแดง เมื่อไฟเขียวผมก็ออกรถไป ทันใดนั้นมีรถมอเตอร์ไซค์พุ่งเข้ามาตัดหน้ากระชั้นชิด และที่คลาสสิคไปกว่านั้น พี่แกขับช้าๆ ครับ ประมาณกำลังขับรถชมวิว รถทุกคันที่มาทางเดียวกับผม ทั้งเบรคทั้งบีบแตรกันสนั่น แทนที่จะรีบหรือหยุด มันกลับหันมามองช้าๆ พร้อมส่งสายตาประมาณว่าพวกคุณบีบแตรหาบิดามารดาคุณหรือครับ ประหนึ่งพวกผมเป็นคนผิด ที่มันฝ่าไฟแดงแล้วไม่หยุดให้มันไป แถมยังบีบแตรไล่มันอีก อยากจะถามพี่แกจริงๆว่า ควายหรือเปล่า เอ้ยไม่ใช่ ทำไมพี่เป็นคนอย่างนี้(ว่ะ)

ในโรงหนัง หลายๆคนคงเคยได้เข้าไปรับความบันเทิงชนิดนี้ทั้งใน ประเภทชายเดี่ยวหญิงเดี่ยว ประเภทชายคู่หญิงคู่ หรือประเภทคู่ผสม รวมทั้งหมู่คณะ สำหรับผมจะเน้นไปทางประเภทชายเดี่ยวมากกว่า มีอยู่หลายครั้งครับ ขณะที่หนังกำลังมัน หรือกำลังซึ้ง หรืออะไรก็แล้วแต่ นรกเป็นพยาน เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นมาเลยครับ ไม่ดังเปล่าเสียงคุยดังแถมมาอีก อยากกะโดด sky kick เหมือนไอ้มดแดง ถีบพวกสัตว์ประหลาดจากสมาคมตัวโกงแห่งญี่ปุ่นนามว่าซ๊อคเกอร์ ก่อนหนังฉายเขาก็บอกอยู่ทนโท่แล้วว่า กรุณาปิดอุปกรณ์สื่อสารทุกชนิด แล้วทำไมถึงไม่ปิดกันละครับ มันทำให้อารมณ์สะดุด อีกพวกชอบโชว์เหนือ ประมาณกูรู้ว่าต่อไปจะมีอะไรเกิดขึ้น พี่แกจะเล่าหมด หรือพูดขึ้นมาเช่น คอยดูนะนางเอกจะก้มลงไปดูใต้เตียง ผีจะไม่ออก แต่จะโผล่มาตอนเงยหน้าขึ้น แหมๆ เก่งจังเลยนะค่ะคุณพี่ แต่กูไม่อยากรู้โว้ย บุคคลประเภทนี้มักจะมาแบบคู่ผสม ทำไม้ ทำไม ถึงเป็นคนแบบนี้

ยังอีกหลายๆประเภท เช่นพวกนักการเมือง พวกคอรัปชั่น และอีกหลายๆประเภท ผมอยากตะโกนดังๆถามพวกท่านๆ ทำไมเป็นคนแบบนี้ เฮ้อ